กัญชงกับกัญชาต่างกันตรงไหน: ก่อนปลูกต้องแยก “พืช” ออกจาก “กฎหมาย” ให้ขาด

เผยแพร่เมื่อ

คนจำนวนมากเห็นคำว่า “กัญชง” แล้วคิดว่าเป็นกัญชาที่ไม่ผิดกฎหมาย หรือเห็นคำว่า “กัญชา” แล้วคิดว่าปลูกไม่ได้ทุกกรณี ความเข้าใจสองแบบนี้อันตรายพอ ๆ กัน เพราะกฎหมายไม่ได้ดูแค่ชื่อที่คนขายใช้เรียก แต่พิจารณาชนิดพืช ส่วนของพืช ปริมาณสารสำคัญ และเงื่อนไขที่ประกาศใช้ในช่วงนั้น

คำถามว่า กัญชงต่างจากกัญชายังไง จึงไม่มีคำตอบแค่ “กัญชงเมาน้อยกว่า” หากกำลังมองเป็นอาชีพ ต้องแยกให้ได้อย่างน้อยสามชั้น ได้แก่ ความต่างทางพฤกษศาสตร์ ความต่างของสาร THC และ CBD และสถานะตามกฎหมายไทยในวันที่จะปลูกจริง ไม่ใช่ยึดข้อมูลจากโพสต์เก่าหรือคำโฆษณาของร้านเพียงอย่างเดียว

กัญชงกับกัญชาไม่ใช่พืชคนละตระกูล

ในทางพฤกษศาสตร์ ทั้งกัญชงและกัญชามักอยู่ในกลุ่มพืชสกุล Cannabis โดยคำว่า “กัญชง” มักใช้เรียกสายพันธุ์หรือกลุ่มที่คัดเลือกมาเพื่อเส้นใย เมล็ด น้ำมัน และการผลิตวัตถุดิบ ส่วน “กัญชา” มักหมายถึงกลุ่มที่ถูกคัดเลือกเพื่อช่อดอกและสารออกฤทธิ์มากกว่า แต่เส้นแบ่งนี้ไม่ได้ชัดจนใช้ดูจากรูปร่างภายนอกได้เสมอ

กัญชงบางสายพันธุ์อาจมีลำต้นสูงเรียว ใบไม่แน่น และเหมาะกับเส้นใย ขณะที่กัญชาบางสายพันธุ์มีทรงพุ่มและช่อดอกหนาแน่นกว่า ทว่าอากาศ ดิน แสง อายุเก็บเกี่ยว และพันธุกรรมทำให้ลักษณะเปลี่ยนได้ การดูต้นด้วยตาเปล่าจึงไม่ใช่หลักฐานว่าพืชนั้นอยู่ในกลุ่มใดตามกฎหมาย

จุดแยกที่คนปลูกต้องดู: THC ไม่ใช่ชื่อบนถุงเมล็ด

THC เป็นสารที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต่อจิตประสาท ส่วน CBD มักถูกพูดถึงในบริบทวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สุขภาพ กัญชงมักถูกพัฒนาให้มี THC ต่ำและอาจมี CBD ในสัดส่วนที่ต้องการ ขณะที่กัญชามักถูกพัฒนาให้มีสารในช่อดอกสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจริงต้องดูจากสายพันธุ์และผลตรวจ ไม่ใช่ดูจากชื่อ “hemp”, “industrial hemp” หรือ “CBD strain” ที่ผู้ขายตั้งขึ้นเอง

เกณฑ์ THC ที่ใช้แยกกัญชงกับกัญชาในไทยเคยผูกกับประกาศและวิธีตรวจของหน่วยงานรัฐ โดยรายละเอียดอาจเปลี่ยนตามกฎหมายและประกาศฉบับใหม่ การอ้างตัวเลขจากบทความเก่าโดยไม่ตรวจวันประกาศจึงทำให้ผู้ปลูกวางแผนผิดตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการปลูกเชิงพาณิชย์ ส่งวัตถุดิบ หรือทำผลิตภัณฑ์ต่อ

ก่อนเชื่อว่าพันธุ์ที่ซื้อมาเป็นกัญชง ควรเก็บเอกสารให้ครบ เช่น แหล่งที่มาของเมล็ดหรือกิ่งพันธุ์ ชื่อสายพันธุ์ ใบรับรองการวิเคราะห์ และเงื่อนไขของผู้จำหน่าย เอกสารเหล่านี้ไม่ได้ทำให้พืชถูกกฎหมายโดยอัตโนมัติ แต่ช่วยพิสูจน์ที่มาและใช้ตรวจสอบความเสี่ยงได้ดีกว่าคำรับรองปากเปล่า

เรื่องใบอนุญาตไม่ได้ตัดสินด้วยคำว่า “กัญชง” หรือ “กัญชา” อย่างเดียว

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือถามว่า “ต้องขอใบอนุญาตไหม” แล้วรอคำตอบแบบใช่หรือไม่ใช่ ทั้งที่คำตอบขึ้นกับรายละเอียดของกิจกรรม เช่น ปลูกเพื่อเส้นใยหรือเมล็ด ปลูกเพื่อช่อดอก ผลิตสารสกัด จำหน่ายวัตถุดิบ หรือทำกิจกรรมในพื้นที่ใด นอกจากนี้ยังต้องดูว่ากฎหมายในเวลานั้นกำหนดให้การปลูก การครอบครอง การจำหน่าย หรือการแปรรูปอยู่ภายใต้การแจ้ง การขออนุญาต หรือข้อกำกับเฉพาะหรือไม่

หากกำลังวางแผนปลูกเพื่อทำงานหรือสร้างรายได้ ให้ตรวจข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิชาการเกษตร หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ และประกาศราชกิจจานุเบกษาที่เกี่ยวข้อง อย่าใช้โพสต์ที่ระบุว่า “ปลูกได้เสรี” เป็นหลักฐาน เพราะกฎอาจแยกการปลูกต้นออกจากการใช้ช่อดอก การสกัด และการจำหน่ายอย่างละเอียด

วิธีเช็กให้ไม่หลงทางคือแยกคำถามออกเป็นลำดับต่อไปนี้

  1. จะปลูกส่วนไหน ต้น เมล็ด เส้นใย ใบ หรือช่อดอก
  2. จะปลูกเพื่ออะไร ใช้เอง ทดลอง ผลิตวัตถุดิบ หรือจำหน่าย
  3. จะทำอะไรหลังเก็บเกี่ยว ขายสด อบแห้ง สกัด หรือทำสินค้า
  4. กฎฉบับปัจจุบันว่าอย่างไร ตรวจวันประกาศและหน่วยงานผู้กำกับ ไม่ใช้ข้อมูลจำต่อ ๆ กัน
  5. เอกสารใดต้องเก็บ หลักฐานแหล่งพันธุ์ ผลตรวจ สถานที่ และเอกสารการซื้อขาย

ลำดับนี้ช่วยลดปัญหาที่ผู้ปลูกมักเจอ คือขอหรือแจ้งถูกเรื่องหนึ่ง แต่กลับนำวัตถุดิบไปทำอีกกิจกรรมหนึ่งจนเกิดข้อสงสัยทางกฎหมาย สิทธิในการปลูกไม่ได้แปลว่ามีสิทธิในการสกัดหรือจำหน่ายทุกส่วนของพืช

ถ้าจะปลูกเป็นอาชีพ ต้องระวังอะไรบ้าง

ต้นทุนไม่ได้มีแค่เมล็ด ดิน โรงเรือน และน้ำ แต่รวมถึงการควบคุมสายพันธุ์ การป้องกันการปนพันธุ์ การเก็บตัวอย่างตรวจ และการบันทึกผลผลิต หาก THC สูงเกินเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พืชทั้งแปลงอาจกลายเป็นภาระ แม้ผู้ปลูกจะตั้งใจซื้อพันธุ์กัญชงมาตั้งแต่แรกก็ตาม นี่คือเหตุผลที่ผู้ประกอบการไม่ควรรับประกันคุณภาพจากคำว่า “เกรดอุตสาหกรรม” เพียงคำเดียว

พื้นที่ปลูกก็มีผลต่อการทำงานจริง หากเป็นแปลงเปิด ต้องคิดเรื่องการปนเปื้อน ละอองเกสร การลักลอบเก็บเกี่ยว และการแยกล็อตสินค้า หากเป็นโรงเรือน ต้องบันทึกการเข้าออกและสภาพแวดล้อมให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ ส่วนผู้ที่ตั้งใจเชื่อมกับชุมชนหรือกิจกรรมท้องถิ่น ควรสื่อสารให้ชัดว่าเป็นแปลงทดลอง แหล่งวัตถุดิบ หรือสถานที่จำหน่าย เพราะคำว่า “ฟาร์มกัญชา” อาจทำให้คนเข้าใจผิดเรื่องขอบเขตกิจกรรม

อย่าลืมว่าการตรวจสอบไม่ได้จบเมื่อปลูกเสร็จ เอกสารการซื้อพันธุ์ บันทึกวันปลูก ผลตรวจสาร และใบส่งมอบควรสอดคล้องกัน หากข้อมูลคนละชุดบอกคนละเรื่อง ผู้ประกอบการจะอธิบายยากขึ้นทันที ต่อให้ต้นพืชมีลักษณะเหมือนกัญชงก็ตาม

เลือกคำตอบจากงานที่จะทำ ไม่ใช่จากกระแส

ถ้าต้องการเส้นใยหรือเมล็ด ให้เริ่มจากมาตรฐานวัตถุดิบและผู้รับซื้อ ถ้าต้องการช่อดอกหรือสารสกัด ให้ตรวจข้อกำกับเฉพาะที่เข้มกว่าเดิม และถ้าจะทำเป็นกิจการ ต้องคำนวณต้นทุนการตรวจเอกสารและการควบคุมล็อตตั้งแต่ก่อนลงมือปลูก ไม่ใช่รอให้มีสินค้าแล้วค่อยถามว่าขายได้หรือไม่

ผู้ที่ค้นหาเรื่องนี้เพราะอยากเริ่มอาชีพควรตรวจทั้งชื่อพืช สายพันธุ์ ส่วนที่จะใช้ และกฎล่าสุดพร้อมกัน โดยคำว่า ใบอนุญาตปลูกกัญชง อาจไม่ครอบคลุมกิจกรรมหลังการเก็บเกี่ยว ดังนั้นก่อนจ่ายเงินหรือเช่าพื้นที่ ให้ถามหน่วยงานกำกับเป็นลายลักษณ์อักษรว่าแผนของคุณต้องแจ้งหรือขอเอกสารใดบ้าง แล้วคุณกำลังจะปลูกพืชให้ถูกประเภท หรือแค่กำลังเชื่อคำเรียกที่คนอื่นตั้งให้กันแน่?